แล้วจะไปไหนกันดีละนี่ เวลาเตรียมตัวไม่ถึง 3 สัปดาห์ เอาวะ ใกล้สุดก็สิงคโปร์นี่แหละ ... ว่าแล้วก็จิ้ม Line หาพี่จักรด่วน
เอ : พี่เค้าอยากไปสิงคโปร์อะ เค้าขอที่ซุกหัวนอนหน่อยสิ
พี่จักร : มาเลยไอ้น้อง
ด้วยเหตุนี้ 130524
ออกจากคอนโดเพื่อไป check in ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 8 โมงก่าๆ เราว่าเราไปเช้าแล้วนะ เพราะ Fight เราตั้ง 11.15 แนะ แต่ปรากฎว่าไม่เหลือที่ริมแล้ว เลยได้นั่งตรงกลาง แถวๆหลังปีกไปหน่อยนึง
เดี๋ยวนี้เค้าเปลี่ยนให้ Scan ตัวก่อนเข้า ตม. ทำเหมือนที่เกาหลีเลยแฮะ แต่ที่ประหลาด คือ ขึ้นไป Scan ชั้นบน แล้วเดินลงมา ตม. ชั้นล่าง ... ทำเพื่อ
จุด Scan นี้เจ้าหน้าที่ดุได้อิก พูดจาไม่ดี แล้วจะ Scan ละเอียดไปไหน จะให้ถอดเสื้อผ้าเลยด้วยมั๊ย คิดดู เข็มขัด นาฬิกา รองเท้า ก็ต้องถอดหมด ... คุณพระช่วย
ว๊าวเดี๋ยวนี้ ตม. เค้ามีเครื่องตรวจ Hi-So เลยไม่ได้ตัวปั๊มใน Passport เลย แอบเสียดาย แต่ถ้าจะให้ไปต่อแถวพนักงาน ก็ไม่ไหวนะคะ แบบว่ามันยาว
ก่อนขึ้นเครื่องนี่อิชั้น 'ก๊ง' ไปหลายรอบ
1. ลืมปากกา เลยต้องหน้าด้านขอยืมคนที่เค้าเขียนอยู่ใกล้ๆ จุดที่เตรียมไว้ให้เขียนมีกล่องใส่ปากกา มีโซ่ที่เอาไว้คล้องปากกากันหาย แต่ไม่มีปากกาอยู่เลยนะคะ เพราะงั้นเพื่อนๆ ที่จะเดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ กรุณาเตรียมปากกาไปเองให้เรียบร้อย .. สุดท้ายพอเข้าไป เลยจัดปากกา Cross มา 1 ด้าม คึคึคึ
2. นอกจากลืมปากกาแล้ว ก็ยังลืมสมุดด้วย เดินไปรอหน้า Gate แล้วนะ ควานหาสมุดจะเริ่มบันทึก ... อั๊ยยะ ไม่มี ต้องเดินขึ้นไป Duty Free อิกรอบเพื่อซื้อสมุด
3. ยังไม่หมดค่ะ ควานหาแว่นจะเอาออกมาเสียบเสื้อเป็น accessory ปรากฏว่าก็ลืมไว้ที่ห้อง
เป็นไง เมาเลยค่ะ นี่ยังไม่ออกจากเมืองไทยเลยนะ
เอาละเดินทางกันดีกว่าค่ะ เที่ยวบินที่เราไป คือ TG413 ออก Gate C2A อั๊ยยะ ต้องนั่ง Bus ไป เค้าไม่ชอบเรยอะ
ลำนี้ Airbus A340 นั่งรอบนเครื่องอย่างนานอะ กว่าจะได้ Taxi ก็ 11.50 แระ
บนเครื่องเที่ยวนี้มีอาหารกลางวันจัดให้ เราเลือกเป็น ปลาผัดเปรี้ยวหวาน เครื่องเคียงก็มีขนมปัง สลัดทูน่าพริกหยวก เค้กเลมอนมูส .. ขอบอกว่าอร่อยทุกอย่าง เสียอย่างเดียวก็ตรงพริกหยวกนี่แหละ
และแล้วก็มาถึงสนามบิน Changi ตอน 11.50 late ไปตามระเบียบ ตอน landing เค้าจะมีภาพจากหัวเครื่อง show ให้ดูที่จอใช่ปะ อั๊ยยะดูแล้วใจหาย ไม่ใช่อะไรค่ะ ฝนตก .. แต่พอจอดเครื่องปุ๊บ ฝนหยุดปั๊บ แล้วก็ไม่เจอฝนอีกเลยไปจนถึงเที่ยงวันที่ 3 ก็นับว่าค่อนข้างโชคดีนะ
landing ที่ Terminal 1 ต้องไปหาพี่จักรโดยนั่งรถ MRT ไปสถานีใกล้ๆ บ้านพี่จักร แล้วพี่จักรจะมารับ เลยต้องนั่งรถรางไฟฟ้าไป Terminal 2
เพื่อความสะดวกในการเดินทางด้วยรถสาธารณะในสิงคโปร์ แนะนำเพื่อนๆ ให้ซื้อเป็นบัตร EZ-Link มาใช้ดีกว่าคับ สะดวกดีจริงๆ มันก็เหมือนบัตรของเกากับฮ่องกงแหละ ที่ใช้ขึ้นรถสาธารณะได้หมด ใช้แทนเงินซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้ด้วย โดยการซื้อในครั้งแรก เป็นค่าธรรมเนียม 5 เหรียญ และค่าโดยสาร 7 เหรียญ รวมจ่ายไป 12 เหรียญ (300 บาท) คับ ... ดังนั้น แนะนำนะคับ
กว่าจะถึงบ้านพี่จักรก็ 4 โมงกว่าเข้าไปแล้ว
นี่คับโฉมหน้าผู้มีอุปการะคุณ
คอนโดพี่เค้าสวยมากๆ อยู่ในย่านคนรวย แบบว่าเวลาเรียกแท๊กซี่กลับมานี่ แท๊กซี่อึ้งทุกคนว่าอยู่ย่านนี้เหรอ ต้องบอกไม่ใช่บ้านนู๊ 5555
หรูไม่หรูดูเอาคับ คอนโด 4 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องแม่บ้าน ลิฟเป็น Private ห้องใครห้องมันอะคับ ... สวดยอดดดดดดด
นี่วิวจากห้องนั่งเล่น
ส่วนนี่ห้องนอนแขก มีห้องน้ำในตัวด้วย
อันนี้วิวห้องเค้าเอง เอาวิวตอนกลางคืนมาฝาก เพราะสวยมาก นอนเปิดผ้าม่านกันเรยทีเดียว
เป็นไงบ้างคับ มัน 'เทพ' มักๆ เลยใช่ปะละ อย่างกะอยู่โรงแรม ถึงการเดินทางจะไม่สะดวกเหมือนอยู่โรงแรมกลางเมือง แต่ก็ไม่ได้ลำบากมาก เพราะเมืองเค้าเล็ก นั่งแท็กซี่มาแป๊บเดียวถึง
เอาละครับมาว่าด้วยวันแรกของเราต่อ ก็เย็นแล้วคับ ทำไรไม่ได้มาก เลยตัดสินใจไปขึ้น DUCK กับ Singapore Flyers ซึ่งอยู่ในจุดเดียวกันตรงแถวๆ Marina Bay ก็นั่งแท็กซี่ไปคับ 8 เหรียญ (200 บาท) เราซื้อตั๋วเป็น Combo ไปเลย ขึ้นได้ทั้ง 2 อย่าง เพื่อนๆ ที่สนใจจะซื้อตั๋วแบบ Combo นี้ ต้องไปซื้อที่ DUCK Tour ที่อยู่ไม่ไกลจากช่องขายตั๋วของ Flyers เท่าไหร่ ถามพนักงานเอาก็ได้คับ .. โดยค่าเสียหาย คือ 53 เหรียญ (1325 บาท)
DUCK คือ รถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ที่จะพาเราท่องเที่ยวรอบๆ จตุรัสตรง Raffle แล้วก็จะพาเราลงน้ำ ชมจุดสำคัญๆ ในบริเวณ Marina Bay คับ เราขึ้น DUCK รอบสุดท้ายพอดี คือ 18.30 โชคดีมากๆ ที่มาทัน หลังจากกลับมาก็ไปขึ้น Flyers
ส่วนของภาพการท่องเที่ยวแต่ละจุดจะทะยอยลงในภายหลังเป็นจุดๆ ไปนะคับ
หิวแล้วคับ หาอะไรกินกันดีกว่า ด้วยคิดว่ามาสิงคโปร์ ไม่กินเมนูนี้จะเป็นความผิด จึงจัดไปเลยคับในมื้อแรกนี้ ... ข้าวมันไก่สิงคโปร์ 5555 แล้วก็น้ำ คือ Green Sport
โดยราคา คือ ข้าวมันไก่ 5 เหรียญ (125 บาท) น้ำ+น้ำแข็ง 3 เหรียญ (75 บาท)
หลังอิ่มก็ไม่ไหวละครับ ขึ้นแท็กซี่กลับเหมือนเดิม 8 เหรียญ (200 บาท)
130525
แรกเลยวันนี้ตั้งใจว่าจะไป China Town, Little India, Garden by the Bay แล้ววันรุ่งขึ้น ก็จะไป Fountain of Wealth กับ Shopping ของตัวเอง และของฝากเพื่อนๆ เพราะว่ามีฝากซื้อ Garret กันด้วย จะได้ไม่นิ่ม
แต่จะได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่ มาติดตามชมคับ
พี่จักรต้องพาน้องวุ้น ไปหาหมอเลยกะติดรถออกมาด้วย จะได้ทุ่นไป 1 ขา
แต่แรกเลยต้องไปหาอะไรกินกันก่อน ซึ่งพี่จักรก็คิดว่าถ้ามาสิงคโปร์ ไม่กินเมนูนี้จะเป็นความผิด ก็เลย ...
โดนไปเลยคับ 2 มื้อติดกัน
เสร็จแล้วขอนั่งรถพี่เค้ามาลง Little India เพื่อเดินเที่ยวรอบๆ บริเวณนั้น แล้วเผื่อจะแวะ Mustafa ด้วย เห็นหลายคนพูดถึง แต่ว่าพอเดินเที่ยวไปก็คิดได้ว่า ... ปลีนาเป็นคนไม่ชอบกลิ่นฉุน แล้วดันมาเดิน Little India 555 เกือบเสียชีวิตคับ เลยขอบายกับ Mustafa ไปก่อน จึงเดินตลาดสดของเค้า ไปชมวันฮินดู 2 วัด คือ Sri Veeramakaliamman Temple กับ Sri Srinivasa Perumal Temple
จากนั้นแวะเติมเงิน EZ-Link อีกสัก 10 เหรียญ (250 บาท) จะได้ไม่ต้องกังวลมากเวลาเดินทาง
เดินทางไปสถานี China Town โดย MRT เพื่อเดินเที่ยวบริเวณนั้น ซึ่งตอนอ่านในหนังสือมีที่เที่ยวเหมือนจะไม่เยอะนะ แต่สำหรับคนชอบเดินไปถ่ายรูปไปละก็ อยากจะบอกว่าครึ่งวันไม่พอเลยทีเดียว
โดยช่วงแรกของ China Town ก็เดินจุดที่ขายของที่ระลึก, วัดพระเขี้ยวแก้ว และก็วัดฮินดูอิกวัด Sri Mariamman Temple ซึ่งเป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์เลยนะ แต่แย่ตรงที่ตอนที่ไปนั้นเค้าปิดพอดี แอบเสียใจจัง โดยเวลาปิดบ่ายโมง ถึงบ่าย 3 นะคับเพื่อนๆ กะเวลากันให้ดี อย่าให้เหมือนเราละ ก็ในหนังสือท่องเที่ยวมันไม่มีบอกไว้นี่นา
มาถึง ณ จุดนี้ ร้อนและหิวน้ำมากคับ เลยแวะเติมพลังด้วย ขนมปังปิ้ง เนย+สังขยา ราคา 1.8 เหรียญ (45 บาท) กับชานมปั่น 1.5 เหรียญ (37.5 บาท) ที่ร้าน Nanyang Old Coffee ขอบอกว่าอร่อยเทพมาก
อ้อเนื่องจากกาแฟของสิงคโปร์ เค้ามีวิธีสั่งและเรียกกาแฟแบบต่างๆ เป็นของตนเอง ที่ร้านเลยมีป้ายให้ความรู้เรื่องนี้เอาไว้ด้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบกินกาแฟ ก็ต้องลองดูกันนะจ๊ะ น่าสนใจทีเดียว
เอาละพร้อมไปลุยกันต่อ โดยเดินไปวัด Thian Hock Keng โดยเดินไปทางถนน Ann Siang ซึ่ง 2 ข้างทางมีร้านค้าที่เค้าเรียกกันว่า Shophouse ที่เป็นร้านอาหาร ร้านขนม ผับ และ ร้านขายของ ซึ่งตัวอาคารเป็นออกแนวอาคารเก่า สวยงามมาก .. พอออกจากวัดก็เดินไปตึก Red Dot เป็นตึกแนวยุโรปเก่า สีแดงแปร๊ดค่ะ
จนถึงตอนนี้ก็เมื่อยจนเดินไม่ไหวแล้วค่ะ เลยเปลี่ยนแผน ว่าไปเดินดูจุดซื้อของฝากก่อน แล้วกลับคอนโดเลยดีกว่า ก็เลยเดินทางไป Orchard ค่ะ แต่เราไปลงที่สถานี Somerset เพราะของที่รับฝากมานั้นดูจาก web แล้ว เข้าแค่ห้าง 313@Somerset กับ Robinson Center Point ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ครบแระ
จากตอนแรกกะว่าจะเดินดูเป้าเฉยๆ ก็เลยตัดสินใจซื้อของในร้าน Charles & Keith เลยดีกว่า จะได้เอาไปเก็บกระเป๋าเลย วันอาทิตย์จะได้ไม่เสียเวลาจัดกระเป๋าหลังจากกลับเข้ามาคอนโดอีก เพราะ Garret กับของอื่น ถือขึ้นเครื่องไปเลยเหมาะกว่า
จากนั้นกลับคอนโดมาเจอกับอาหารทะเลชุดใหญ่ กุ้งปูปลา น้ำจิ้มทะเลแซบ ... ว๊าว เติมพลังอย่างดี อิ่มแล้ว ก็เข้านอนพักผ่อน เพื่อพร้อมสำหรับแผนที่พลาดไปวันนี้ Garden by the Bay
130526
ก่อนนอนพี่จักรบอกตอนเช้าอย่าลืมลงไปเดินเล่นทะเลฝั่งนู้นนะ ดังนั้นเมื่อเจ้าบ้านแนะนำเราก็ต้องไปเดินดูซะหน่อย
ทะเลตรงนี้จะมีสวนสาธารณะ ให้กับประชาชนได้ใช้ทำกิจกรรมต่าง และออกกำลังกาย อีกทั้งเป็นปอดให้กับชนชาวสิงคโปร์ โดยเป็นสวนสาธารณะที่ยาวมากค่ะ สร้างยาวมาตั้งแต่สนามบิน Changi มาจรดเกือบถึง Marina Bay คิดเป็นระยะทางก็ 10 กว่ากิโลเมตร
ทะเลที่นี่ไม่น่าเล่นเลย เราลองลงไปแล้วทรายนิ่มมากอะ อย่างกะทรายดูด ไม่รู้ทำไม ซึ่งจริงๆ พี่จักรก็บอกแล้วนะ ว่าทะเลสิงคโปร์เค้าไม่ได้มีเอาไว้เล่น เพราะเค้ามีเอาไว้จอดเรือตะหาก
ดูจากรูปนี้ละกัน ลองดูดีๆ ที่เส้นขอบฟ้านะ เส้นขอบฟ้าประเทศนี้ไม่ได้เป็นเส้นตรงละ 5555
จากนั้นกลับมาอาบน้ำอาบท่า แล้วออกไป Fountain of Wealth นั่งแท็กซี่ไป 5.5 เหรียญ (137.5 บาท) แต่ปรากฏว่า ... เค้าปิดซ่อมอ่า เซง เรย
ส่วนนี่เป็นหมู่ตึก Suntec
เอาละไม่เป็นไร งั้นเราก็ไป Garden by the Bay (GB) อย่างที่ตั้งใจละกัน อันนี้ก็นั่ง MRT ไปง่ายดีนะ พอไปถึงสิ่งแรกที่ทำเลยคือ กิน
เมนูที่เลือกมื้อนี้คือ Laksa แบบสิงคโปร์ กินคู่กับชาเย็นเช่นเดิม โดยทานในร้านบริเวณ GB หมดค่าเสียหายไป 14.5 เหรียญ (362.5 บาท)
เรียบร้อย เดินเที่ยวกันได้ค่ะ GB นั้น ภายนอกตรงที่เป็นต้นไม้ประดิษฐ์อะ ถ่ายรูปกันได้ฟรี แต่ถ้าจะขึ้นไปเดิน Canopy Walkway บนต้นไม้ หรือที่เรียก Zone นี้ว่า OCBC Skyway ก็ต้องเสียค่าเสียหายกันหน่อย 5 เหรียญ (125 บาท) ซึ่งเราไม่ขึ้นหรอกนะ เรากลัวความสูง มาคนเดียวเปลี่ยวอะ ไม่มีใครให้เกาะ
ถ้าใครจะไปถ่ายรูปตรงนี้ขอแนะนำให้ไปตอนค่ำนะ เค้าเปิดไฟส๊วยสวย เห็นจากเมื่อวานตอนขึ้น Flyers แต่สำหรับ Zone อื่นๆ มากลางวันจะงามกว่า จึงขอแนะนำให้มาตอนบ่ายๆ คาบไปตอนค่ำจ้า
เอาละต่อกับ Zone อื่นนะ GB เค้ามีบริการนำเที่ยวรอบๆ ด้วยรถ Golf โดยมีเทปเสียงให้ฟัง มีค่าใช้จ่าย 5 เหรียญ (125 บาท) อันนี้เราก็ไม่ได้จัดเหมือนกัน เพราะฝนทำท่าจะตกเต็มแก่แล้ว
ส่วนที่เหลือเป็น Dome มี 2 Dome คือ Flower Dome กับ Cloud Dome ซึ่งเค้าขายตั๋วคู่ 2 Dome เลย ในราคาชาวต่างชาติ 28 เหรียญ (700 บาท)
ขอบอกว่าเราชอบ Flower Dome นะต้นไม้ดอกไม้เหมาะแก่การถ่ายรูปมากๆ สวย มีสีสัน ชอบๆ เค้าอยู่ Dome นี้ชั่วโมงกว่า ยังเดินไม่ทั่วเลย มันใหญ่มากอะ เลยไม่ได้เดินอีก 1 ชั้น แต่ต้องรีบออกก่อนเพื่อไปเดิน Cloud Dome เพราะฝนเริ่มตกแระ เดี๋ยวจะไปซื้อของเพื่อเตรียมกลับไม่ทัน Cloud Dome นี้เป็น Dome ต้นไม้เขตป่าฝน มีต้นไม้เขียวๆ เยอะแยะไปหมด มีน้ำตกขนาดยักษ์ สูง 6-7 ชั้นได้ เข้าไปก็เจอเลย แถมเปียกด้วยนะ ระวังกล้องกันให้ดี และอีกแล้วมี Canopy Walkway เค้าก็ไม่ได้ขึ้นอีกเช่นเคย ... เหตุผลเดิม T.T
Cloud Dome นี่เดินอย่างไว ทั้งเพราะรีบ และเพราะไม่ได้ขึ้น Canopy Walkway ด้วยแหละ จากนั้นก็รีบไปซื้อของฝากที่ Somerset โดยของที่เพื่อนๆ ตั้งตารอที่สุด คือ นี่เลย
จากนั้นรีบกลับมาคอนโด อาบน้ำอีกรอบ แล้วรีบไปสนามบินเพื่อทำเรื่อง Refund Tax กับเดินซื้อของที่ท่านเพื่อนฝากซื้อให้ครบ
ขากลับนี้ เดินทางด้วย TG410 เครื่อง Boeing 777
22.00 น. เดินทางกลับถึงไทยอย่างปลอดภัย แต่เมื่อยมากค่า
นี่เป็นการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวต่างประเทศคนเดียวอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรก ถึงแม้จะไม่ใช่การเดินทางเพื่อเที่ยวต่างประเทศแบบคนเดียวครั้งแรกก็ตาม ... ไปไหนมาไหนง่าย ใช้เวลาไม่มาก ทำตามแต่ใจเราสุดๆ ... แอบติดใจซะแร้ว
แล้วพบกันใหม่กับการท่องเที่ยวของเราครั้งหน้า
แต่นี่ไม่ใช่สุดท้ายของการลงรูปการท่องเที่ยวครั้งนี้นะครับ ยังมีรูปอีกเยอะที่จะลง ช่วยติดตามกันด้วยนะคับ ... ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกท่านที่อ่านถึงตรงนี้นะคับ :)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น